12-12-12

posted on 12 Dec 2012 20:13 by yummii-12
...
 
 
12-12-12
 
 
i love no.12, i was born on nov12 =]
ชีวิตนี้หนูมีแต่ ''12'' Money mouth
ไม่ดูว่าเพื่อนๆจะหาว่าแยมตกข่าวหรือเปล่าค่ะพราะว่าหนังเรื่องนี้เข้าจนออกโรงไปนานแล้วแต่แยมเพิ่งนำมาสปอล์ยFoot in mouth 
ที่จริงแล้วแยมไม่ได้ตั้งใจจะดูหนังเรื่องนี้เลยนะค่ะ แต่มีคนไรท์แผ่นมาให้ดูแล้วตอนนั้นก็ไม่รู้จะดูอะไร แถมนั่งดูคนเดียวอีกต่างหาก ดูจบก็รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ดีมากเรื่องหนึ่งค่ะ เป็นเรื่องความรักและความผูกพันธ์ของคนกับม้าที่เกิดขึ้นในสมัยสงครามยุคอะไรสักอย่างนี้แหล่ะค่ะ ที่เป็นสงครามของอังกฤษกับเยอรมัน มีพระเอกสุดหล่ออย่าง Jeremy Irvine ที่รับบทเป็นอัลบี้ (อัลเบิร์ท นาราค็อต) เด็กหนุ่มผู้รักม้าและรักครอบคัรวค่ะ อัลบี้รักเจ้าโจอี้ ม้าแสนรู้ที่พ่อของเขาไปประมูลมาในราคาอันแสนแพงจนทำให้ครอบครัวเขาเกือบจะไม่มีที่อยู่เพราะนำเงินไปประมูลม้าจนไม่มีจ่ายค่าเช่าที่ดิน เขาจึงไปรับปากว่าเขาจะให้มางานอย่างโจอี้ไถนามาใช้หนี้ให้ได้ แต่เขาและครอบครัวก็ได้พิสูจน์ว่าโจอี้สามารถไถนาได้จริง(อยากรู้ว่าทำได้ไงต้องไปติดตามชมค่ะ) แต่ระหว่างการเพาะปลูกได้เกิดอุปสรรคอย่างพายุฝนทำให้ไร่นาเสียหายทำให้ครอบครัวเขาเผชิญกับความลำบากอีกครั้งทำให้พ่อของอัลบี้นำม้าไปขายให้กับนายพล แต่โชคดีที่นายพลคนนี้นิสัยดีแถมรับปากว่าจะดูแลโจอี้เป็นอย่างดี นายพลที่ว่าไม่ใช่ใครที่ไหนหรอกค่ะเขาคือโลกิจากธอร์มารับบทเป็นนายพลนั่นเองMoney mouth (ไม่รู้มาก่อนเลยอ่า) แต่น่าเสียดายที่นายพลตายอย่างสมเกีรติบนหลังโจอี้ เล่าแค่นี้ก่อนล่ะกันนะค่ะ ค่อยไปติดตามชมหนังเต็มอีกทีค่ะCool
 
ยกตัวอย่างฉากดีๆของหนังเรื่องนี้นะค่ะ มีหลายฉากของหนังเรื่องนี้ที่แยมชอบมากกกกก
-ฉากอัลบี้ฝึกม้างานอย่างโจอี้ให้ไถนา ไม่น่าเชื่อว่าม้าจะไถนาได้เลยอ่า
-ตอนที่นายพลตายบนหลังโจอี้ ซึ้งสุดๆค่ะ
-ฉากฮาๆแต่แฝงความเป็นมิตรภาพตอนที่ทหารอังกฤษร่วมมือกับทหารเยอรมันเพื่อช่วยตัดเหล็กหนามที่เกี่ยวตัวโจอี้อยู่ ทหารสองนายนี้ยังคงมอบมิตรภาพให้แก่กันแม้จะรู้ว่าต่างฝ่ายเป็นศัตรูค่ะ น่ารักมาก ฮาดี.....
แล้วมีอีกหลายๆฉากที่ซึ้งจนเรียกน้ำตาได้อย่างดีค่ะ
-ตอนที่พ่ออัลบี้จะยิงโจอี้เพราะคิดว่าโจอี้ไถนาไม่ได้ (ม้าไถนาได้ที่ไหนล่ะ) คิดว่า่เลี้ยงไปคงไม่มีประโยชน์
-ตอนที่อัลบี้หาโจอี้ ตอนนั้นอัลบี้ตามองไม่เห็นเพราะโดนแก็สพิษแต่เขาก็รู้ว่าเป็นโจอี้ ซึ้งมากกกก...และอีกมากมายค่ะ
หนังเรื่องนี้เป็นหนังคุณภาพที่่น่าดูมาก เพราะเอ็ฟเฟ็คม้าเหมือนจริงมากกกกกกกกก (ต้องไปดูเบื้องหลังนะค่ะ)
 
ความน่ารักของคนกับม้าแสนรู้ ที่เอ็ฟเฟ็คได้เหมือนจิงมว้ากกกกก
นายพลนิโคลสุดหล่อคร้าาาา โลกิจากธอร์นั่นเอง เสียดายทึ่นายคนนี้ตายบนหลังม้า
 
ขอโทษนะค่ะที่รูปภาพไม่มีเครดิตค่ะ ก็อปมาแต่ลืมที่มา ส่วนเนื้อหาแยมคิดเองจากการดูหนังจริงๆนะค่ะ...........ขอบคุณที่อ่านบล็อกนะค่ะ Embarassed
หลังจากที่ดู The Avengers มาสองรอบแล้วก็ดูสปอล์ยหนังมาอีก ทำให้รู้ว่า.....โลกิ หล่อมากกกกก
แฟนคลับโลกิ มีไม่น้อยไปกว่ากัปตัน อเมกาเลย เป็นตัวร้ายที่น่ารักมากที่เดียว เลยเข้าไปหาการ์ตูนของมาร์เวลที่มีโลกิมาอ่าน พบว่า...โลกิน่ารักเกินไป Money mouth
อ่านต่อไม่ไหว เลยไปหาดูหนังที่ Tom Hiddleston  ซึ่งที่จิง ผชคนนี้ไม่ได้หล่อมากแบบที่เห็นในบทบาทของโลกิ แต่ก็มีเสน่ห์แบบดาวอังคารวิ้งค์ๆๆ (แบบไหนว่ะ - -'' ) บอกคำเดียวว่าเล่นบทบาทไหนก็ดูไฮโซและดูดีมีอำนาจมากกกก แต่ส่วยใหญ่ทอมชอบเล่นบทร้าย ซึ่งก็ตีบทแตกได้ดีมาก จนเราเข้าข้างฝ่ายร้ายอย่างทอมทันที (แปรพักตร์นี่หว่า??)
ทอมเป็นผชที่ร้ายกาจแต่มีเสน่ห์แบบร้ายลึก ถ้าสาวๆเห็นไม่มีใครไม่ชอบหรอกค่ะ (คนเขียนบล็อกก็เป็นKiss) เป็นผชตาเศร้าที่แฝงความชั่วร้ายอยู่ข้างใน (น่าค้นหานักแล)
ชอบฉากนี้ในดิ อเวนเจอร์สที่สุดแล้ว แอบสงสารโลกินิดๆ แต่ก็สมแล้ว สะใจมากกกCry
 
ถ้าย้อนกลับไปดูธอร์จะทำให้รู้ว่า ที่โลกิต้องชั่วร้ายอย่างงี้ เพราะมีปมทางใจ กระซิกๆๆTongue out
 
แต่ยังไงซะ โลกิก็ยังเป็นเด็กน้อยอยู่ดี ฉากที่หลบหลังพี่ชายที่เป็นเทพสายฟ้าอย่างธอร์นี้ ทำให้คนเขียนบล็อกฮา น้ำมูกเล็ด แต่รูปนี้แอบแฝงความน่ารักเอาไว้นะWink

>>ขอบคุณสำหรับรูปภาพน่ารักๆนะค่ะ ขอโทษที่ไม่ได้เขียนเครดิทไว้ค่ะ<<
มีรายการสัมภาษณ์หนึ่งชั่วโมงของสถานีโทรทัศน์ CNBC สัมภาษณ์ วอร์เรน บัพเฟตต์ มหาเศรษฐีอันดับสองของโลก (รองจากบิล เกตส์) ซึ่งบริจาคเงินให้การกุศลถึง 31 , 000 ล้านดอลล่าร์

(เป็นเงินไทยก็ราวๆ 1,000,000,000,000 อ่านว่า 1 ล้าน ล้านบาท โอ้แม่เจ้า)

ต่อไปนี้คือแง่มุมบางส่วนที่น่าสนใจยิ่งจากชีวิตของเขา :

1) เขาเริ่มซื้อหุ้นครั้งแรกเมื่ออายุ 11 ขวบ และปัจจุบันบอกว่ารู้สึกเสียใจที่เริ่มช้าไป!

2) เขาซื้อไร่เล็กๆ เมื่ออายุ 14 โดยใช้เงินเก็บจากการส่งหนังสือพิมพ์

3) เขายังอาศัยอยู่ในบ้านเล็กหลังเดิมขนาด 3 ห้องนอน กลางเมืองโอมาฮา ที่ซื้อไว้หลังแต่งงานเมื่อ 50 ปีก่อน เขาบอกว่ามีทุกสิ่งที่ต้องการในบ้านหลังนี้ บ้านเขาไม่มีรั้วหรือกำแพงล้อม

4) เขาขับรถไปไหนมาไหนต้วยตนเอง ไม่มีคนขับรถหรือคนคุ้มกัน

5) เขาไม่เคยเดินทางด้วยเครื่องบินส่วนตัว แม้จะเป็นเจ้าของบริษัทขายเครื่องบินส่วนตัวที่ใหญ่ที่สุดในโลก

6) บริษัท เบิร์กไช แฮทะเวย์ ของเขามีบริษัทในเครือ 63 บริษัท เขาเขียนจดหมายถึงซีอีโอของบริษัทเหล่านี้เพียงปีละฉบับเดียว เพื่อให้เป้าหมายประจำปี เขาไม่เคยนัดประชุมหรือโทรคุยกับซีอีโอเหล่านี้เป็นประจำ

7) เขาให้กฎแก่ ซีอีโอ เพียงสองข้อ

กฎข้อ 1 อย่าทำให้เงินของผู้ถือหุ้นเสียหาย

กฎข้อ 2 อย่าลืมกฎข้อ 1

8 ) เขาไม่สมาคมกับพวกไฮโซ การพักผ่อนเมื่อกลับบ้าน คือทำข้าวโพดคั่วกินและดูโทรทัศน์

9) บิล เกตส์ คนที่รวยที่สุดในโลก เพิ่งพบเขาเป็นครั้งแรกเมื่อห้าปีก่อน บิล เกตส์คิดว่าตนเองไม่มีอะไรเหมือนวอร์เรน บัพเฟตต์เลย จึงให้เวลานัดไว้เพียงครึ่งชั่วโมง แต่เมื่อบิล เกดส์ได้พบบัฟเฟตต์จริงๆ ปรากฏว่าคุยกันนานถึงสิบชั่วโมง และบิล เกตส์กลายเป็นผู้มีศรัทธาในตัววอร์เรน บัพเฟตต์

10) วอร์เรน บัพเฟตต์ ไม่ใช้มือถือ และไม่มีคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงาน

11) เขาแนะนำเยาวชนคนหนุ่มสาวว่า : จงหลีกห่างจากบัตรเครดิตและลงทุนในตัวคุณเอง

 *ทุกข้อที่กล่าวมานั้นเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นของมหาเศรษฐีคนนี้...*

ที่สุดของชีวิต คือ มีปัจจัย ๔ อย่างเพียงพอนั่นเอง

มหาเศรษฐีหรือยาจก กินข้าวแล้วก็อิ่ม1มื้อ เท่ากัน

มหาเศรษฐีหรือยาจก มีเสื้อผ้ากี่ชุด ก็ใส่ได้ทีละชุด เท่ากัน

มหาเศรษฐีหรือยาจก มีบ้านหลังใหญ่แค่ไหน พื้นที่ที่ใช้จริงๆ ก็เหมือนกันคือ ห้องนอน ห้องน้ำ ห้องครัว เหมือนกัน

มหาเศรษฐีหรือยาจก จะมียารักษาโรคดีแค่ไหน ยื้อชีวิตไปได้นานเพียงไร สุดท้ายก็ต้องตาย เหมือนกัน

"บิลเกตต์ยังรู้จักพอ วอร์เรนบัฟเฟอร์ยังรู้จักบริจาค โอปร่าวินฟรีย์ยังรู้จักสร้างโรงเรียนให้เด็กยากจน    แล้วคุณล่ะ ทำอะไรที่บอกว่าคุณก็ให้เป็น"

สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ    ธรรมทาน ชนะทานทุกอย่าง

ขออภัยถ้าซ้ำนะค่ะ ได้รับฟอร์เวอร์ดเมล์มาเห็นว่าน่าสนใจจึงนำมาเขียนค่ะCool